รายการบล็อกของฉัน

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับ เรียนยังไงให้ได้เกรดเพิ่ม....?


การจะเพิ่มเกรดเฉลี่ยจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเกินไปนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยซะทีเดียว เพราะน้องๆต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างออกไป ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นน้องๆหลายคนติดจนเป็นนิสัยไปเสียแล้ว แต่ไม่มีอะไรยากเกินไปแน่นอน ถ้าเราตั้งใจทำจริง เอาหละครับที่นี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยกว่า พี่มี 5 ข้อสำหรับน้องที่ต้องพยายามปฎิบัติให้ได้นะครับ ถ้าทำได้ตามนี้ รับรองเกรดพุ่งแน่ๆครับ
1. ข้อนี้ง่ายๆครับไม่ยาก นั้งแถวแรกของห้องเรียน น้องๆ ส่วนใหญ่ 80% ที่เกรดไม่ดีจะนั่งหลังห้อง บางครั้งอาจารย์พูดสอนอะไรอาจจะได้ยินไม่ชัดเจน หรือบางครั้งถ้าเราไม่รู้จักควบคุมตัวเองก็จะไขว่เขวได้ง่าย เพราะฉะนั้นมานั้งหน้าห้องซะดีๆ
2. เอาหนังสือมาเรียนด้วยทุกครั้ง (ย้ำว่าต้องเป็นของตัวเองนะครับ) พอเราปรับพื้นที่มานั่งโซนหน้าห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่นี่ได้ยินได้เห็นสิ่งที่อาจารย์สอนชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ก็จดสิ่งที่เป็นประโยชน์ลงไปในหนังสือทุกครั้ง จะได้เก็บเอาไปทบทวนที่บ้านได้ด้วย
3. ทำการบ้านเองทุกครั้ง เมื่อมีสมาธิกับการเรียนแล้ว พี่คิดว่าเราคงพอจะทำการบ้านเองได้บ้าง ถ้าวิชาไหนไม่ไหวจริงๆก็ถามเพื่อน คิดว่าน่าจะช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว
4. บททวนบทเรียน เราตั้งใจเรียน ทำการบ้านเอง ทบทวงอีกเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วครับ
5. เลือกคบเพื่อน เพื่อนที่เราคบอยู่มีส่วนมากๆเลยนะครับที่จะช่วยทำให้ผลการเรียนดีขึ้น (ไม่ได้ให้ไปเลิกคบเพื่อนที่คบอยู่นะครับ) แค่ออกห่างมานิดหน่อยแล้วเปิดใจคบเพื่อนกลุ่มใหม่บ้าง เลือกคบเพื่อนที่ดูแล้วเขาสามารถช่วยเหลือเรื่องการเรียนเราได้บ้าง มีอะไรจะได้ปรึกษาหารือกัน
ถ้าทำทั้ง 5 ข้อนี้ได้รับรองเกรดเพิ่ม แน่ ๆ ทุกข้อที่กล่าวมาไม่ได้อยากเลยนะครับ ตั้งใจ ใส่ความพยายามลงไปสักนิด คิดว่ายังไงก็ต้องสำเร็จครับ

5 ข้อง่ายๆ ถ้าทำได้ ไม่ตกงาน


ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงของตลาดแรงงานบ้านเรา เด็กจบใหม่ตัวน้อยๆอย่างเราจะไปหางานยังไง ถึงจะได้งานกับเขาซะที ?!? เชื่อว่าคำถามเหล่านี้คงวนเวียนอยู่ในสมองของน้องๆหลายคน น้องๆรู้ไหมครับ ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีนักศึกษาจบใหม่ราว 4 แสนคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากเลยทีเดียว แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะได้งานที่ดีและมั้งคง ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

1. วางแผนเลือกคณะ - เลือกคณะที่เหมาะกับตัวเองจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นคณะที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแต่เรารักและชอบ ทุ่มเทจริงๆจบมายังไงก็ไม่ตกงาน แต่อย่าลืมร่วมกิจกรรม สะสมผลงาน ด้วยนะ
2. เป็นนักศึกษาที่มีคุณภาพ -  ตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง แบ่งเวลาสำหรับการเรียนและการทำกิจกรรมให้ดีเพราะถ้าแบ่งไม่ถูก ให้ความสำคัญกับบางอย่างมากเกินไปก็ไม่ดี ทำอะไรให้ได้อย่างต่ำเท่าที่เรียนมา ไม่ใช้เรียนมาแต่ลืม ทำไม่ได้ ตรงนี้อาจารย์ไม่ได้สอน ไปสัมภาษณ์ที่ไหนก็ตกหมด เพราะวิชาหลักที่น้องๆเลือกเรียนน้องๆยังไม่แตกฉานเลย บริษัทไหนจะกล้ารับเข้าทำงาน จริงไหม?
3. ภาษาอังกฤษและอื่นๆ - เชื่อไหมมีน้องๆ จำนวนมากไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ถ้าภาษาที่ 2 ไม่แข็งแรง ภาษาที่ 3 ไม่ต้องพูดถึงเลย ในการทำงานจริงภาษาสำคัญมากๆ ถ้าภาษาเราแข็งแรงเราสามารถเลือกงานได้หลากหลาย
4. ความมั่นใจ - เวลาไปสัมภาษณ์งานพกคำนี้ใส่กระเป๋าไปด้วย แสดงให้นายจ้างเห็นว่าเรามีความสามารถ ความมุ่งมั้ง และมีความต้องการที่จะทำงานนี้จริงๆ
5. ไม่เลือกงาน - อย่าเลือกงานเพราะว่างานครั้งแรกส่วนใหญ่จะเป็นงานเพื่อเอาความรู้จากการทำ งาน ทำให้เรามีประสบการณ์สามารถที่จะสมัครงานอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นในอนาคตนั่นเอง

iPhone 5 เปิดตัวทางการ 4 ตุลาคม 2554 พร้อมดัน Tim Cook เป็นพ่องานหลักแทน Steve Jobs!


ท่าจะไม่หนีไปจากเดือนตุลาคมนี้เสียแล้วสำหรับกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ iPhone 5ที่ใครหลายคนรอคอย โดยล่าสุดคุณ John Paczkowski กูรูจากเว็บไซต์ All Things D ออกมาเปิดเผยว่าเขาได้รับรายละเอียดวงในจาก Apple ที่ระบุว่ายักษ์ใหญ่จาก Cupertino จะเปิดตัวiPhone 5 อย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ตุลาคม 2554 นี้แล้ว!
นอกจากนี้ผู้ที่จะมารับหน้าเสื่อเป็นผู้กล่าว keynote เพื่อเปิดตัวและแนะนำ iPhone 5 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคุณ Tim Cook ซึ่งรับสืบทอดตำแหน่ง CEO ของบริษัท Apple มาจากเฮีย Steve Jobs ที่เพิ่งจะตัดสินใจก้าวลงจากบัลลังก์ของ Apple ไปเมื่อไม่นานนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งที่ Apple เปิดตัว iPhone 3GS ในปี 2009 พวกเขาได้ส่ง Phil Schiller ขึ้นมารับหน้าที่หลักบนเวทีแทน Steve Jobs ที่ขอลาป่วยไปนั่นเอง
ขณะเดียวกันหาก iPhone 5 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาดังกล่าวจริงก็จะสอดคล้องกับข่าวลือก่อน หน้านี้ที่ผู้บริหาร France Telecom ได้ออกมาเปิดเผยว่า iPhone 5 อาจจะพร้อมวางจำหน่ายสู่วงกว้างในอีก 1-2 สัปดาห์ต่อมาหรือราวกลางเดือนตุลาคมนี้ (15 ตุลาคม) อีกต่างหาก

Update: ล่าสุดคุณ Jim Dalrymple จากเว็บไซต์ The Loop ก็ได้ออกมาคอนเฟิร์มด้วยอีกคนว่า 4 ตุลาคม 2554 นี้คือดีเดย์ที่ Apple จะเปิดตัว iPhone 5 อย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน

25 วิธี Take Care ความรัก (i DO)

ความรักทำให้ชีวิตมีความสุข ใครที่มีความรักและได้รับความรักตอบ ย่อมเป็นความสุขของชีวิต ในทางตรงกันข้ามหากรักที่เคยสร้างสุข กลายมาเป็นหมดรัก ชีวิตย่อมเป็นทุกข์ ความรักที่มีจึงต้องดูแลอย่างดี เพื่อให้ความรักนั้นไม่จากไป ดังเช่น 25 วิธี ต่อไปนี้…

1. อย่าเขินที่จะบอกรัก

2. จดจำรายละเอียดของอีกฝ่าย เช่น ชอบทานอะไร ชอบฟังเพลงแนวไหน กิจกรรมสุดโปรดคืออะไร แล้วหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้เสมอ

3. โรแมนติกอย่างรู้กาละเทศะ เลือกสถานที่ให้ถูกที่ เลือกเวลาให้ถูกเวลา เรื่องโรแมนซ์ใครก็ชอบ แต่ความพอเหมาะพอดีก็สำคัญ

4. ให้เกียรติกันและกันเสมอ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

5. อย่าปล่อยให้อารมณ์โกรธอยู่เหนือความรักที่มี นึกถึงเรื่องดีๆ ที่เขาเคยทำให้ จะช่วยให้อารมณ์โกรธหรืออารมณ์ชั่ววูบเบาบางลง

6. เมื่อมีปัญหาควรใช้เหตุผลในการพูดคุย เป็นเรื่องธรรมดาที่คนสองคนจะมีเรื่องขัดแย้ง แต่ถ้าทั้งคู่พร้อมที่จะปรับตัวเข้าหากัน ปัญหาทั้งหลายก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก

7. ปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาเป็นของตัวเอง การเกาะติด ควบคุมมีแต่จะทำให้ความรักจืดจางได้ง่าย ปล่อยให้อีกฝ่ายไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง รวมทั้งพยายามให้ตัวเองมีโลกส่วนตัวบ้าง จะได้ไม่อึดอัดเช่นกัน

8. พูดกันตรง ๆ โดยเลือกใช้คำพูดที่ไม่ทำร้ายจิตใจ

9. มีขอบเขตในการปรับตัว แน่นอนว่าต่างฝ่ายทั้งเราและเขาต่างต้องปรับตัวเข้าหากัน แต่ควรมีขอบเขต ไม่ใช่ยอมเปลี่ยนแปลงให้เป็นแบบที่อีกฝ่ายต้องการทุกอย่าง จนไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง เพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่นได้ตลอดกาล

10. ห้ามโกหก ผลลับที่ร้ายแรงของการโกหกคือ ต่างฝ่ายจะไม่สามารถเชื่อใจกันได้อีก

11. อย่าคาดคั้นหาคำตอบหาอีกฝ่ายยังไม่พร้อม การดึงดันให้รู้เดี๋ยวนั้น ว่าทำไม? เพราะอะไร? จะเอายังไง? เป็นการกดดันอีกฝ่ายอย่างไม่มีประโยชน์ หากอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด ควรลองถอยออกมาหนึ่งก้าว ทำใจให้สงบ รอจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะพร้อม แล้วค่อยคุยกันใหม่ก็ยังไม่สาย

12. ดูแลตัวเองให้ดูดีเสมอ

13. ไม่ควรคาดหวังกับความรัก เพราะเป็นเรื่องความรู้สึกของคนสองคนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว อย่าคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะทำนั่นทำนี้ให้ เพราะถ้าผิดหวังจะเสียใจทั้งสองฝ่าย ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

14. ห้ามพูดถ้อยคำหยาบคาย จะทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน ก็ห้ามด่าทอกันเสียๆ หายๆ

15. ซื่อสัตย์และไว้ใจกัน

16. หาสิ่งของที่ต้องดูแลร่วมกัน เช่น เลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ หรือกิจการเล็กๆ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างสองคน

17. ให้โอกาสอีกฝ่ายแก้ไขข้อผิดพลาด กับคนที่เรารักยิ่งต้องให้อภัยและให้โอกาส

18. อย่าอายที่จะขอโทษ

19. หากิจกรรมสร้างสรรค์ทำร่วมกัน เช่น ชวนกันเล่นกีฬา ไปดูงานศิลปะ เพื่อให้ความรักสดใส และได้พบสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต

20. นึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายเสมอ อย่ามัวแต่คิดว่าทำไมอีกฝ่ายไม่เข้าใจเรา นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้เป็นคนขี้น้อยใจอย่างไม่มีเหตุผล

21. รู้สึกดีกับสังคมที่อยู่ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน เพื่อยกระดับจิตใจและทำให้ภูมิใจในตัวเอง

22. อย่าปิดกั้นโอกาส เปิดตัวเองให้รู้จักกับคนใหม่ๆ เพราะการได้รู้จักคนที่หลากหลาย จะทำให้รู้คุณค่าคนใกล้ตัวและรู้ใจตัวเอง

23. รู้จักใช้ภาษากายในการสัมผัสร่างกายของอีกฝ่าย เช่น จับมือ ลูบหลัง เพราะสามารถสื่อความในใจได้ดีกว่าคำพูดในหลายโอกาส

24. คิดถึงอนาคต แต่อย่าพูดบ่อยจนกลายเป็นการควบคุมผูกมัด พูดในจังหวะที่เหมาะสม ให้รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในแผนการอนาคตของกันและกัน

25. รู้จักรักตัวเอง เพื่อให้สามารถรักคนอื่นได้เช่นกัน

จิตวิทยาทั่วไป พฤติกรรม และ บุคลิกภาพ พบพฤติกรรมชอบโชว์ออฟ สมอง-สิ่งแวดล้อม เป็นตัวบงการ


นักวิจัยพบสาเหตุที่ทำให้คนเรามีแนวโน้มกล้าเสี่ยงมากขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น
 
เอเจนซีส์ – ผลศึกษาชี้การโชว์ออฟและทำพฤติกรรมกล้าบ้าบิ่นต่อหน้าคนอื่น เป็นผลมาจากสารเคมีในสมอง และเมื่ออยู่คนเดียว คนเหล่านั้นมีแนวโน้มน้อยมากที่จะทำพฤติกรรมดังกล่าว

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย (ยูเอสซี) สามารถพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผลักดันให้คนเราทำสิ่งโง่เขลาต่อหน้าธารกำนัลคือธรรมชาติ ไม่ใช่เกิดจากการเลี้ยงดูอบรมแต่อย่างใด
      
ทีมนักวิจัยพบว่า สมองส่วน striatum ซึ่งเกี่ยวข้องกับรางวัล และส่วน medial prefrontal cortex ที่ควบคุมการคิดหาเหตุผล ทำงานหนักขึ้นเมื่อเราอยู่ในหมู่เพื่อนฝูง
อาสาสมัครในการศึกษา ต้องป้อนตัวเลขเพื่อซื้อล็อตเตอรี่ และนักวิจัยพบว่าสมองสองส่วนดังกล่าวทำงานหนักขึ้นเมื่ออาสาสมัครพบว่าตัวเองถูกรางวัลขณะที่มีเพื่อนแวดล้อมอยู่ มากกว่าขณะที่อยู่ตามลำพัง
      
นอกจากนั้น อาสาสมัครที่ถูกรางวัลขณะอยู่กับเพื่อนๆ ยังมีพฤติกรรมกล้าเสี่ยงมากขึ้นในการซื้อล็อตเตอรี่ครั้งต่อไป
จิออร์จิโอ คอริเซลลี แห่ง วิทยาลัยอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ดอร์นไซฟ์ ของ ยูเอสซี ผู้นำการศึกษา กล่าวว่าการค้นพบนี้บ่งชี้ว่า สมองถูกตั้งโปรแกรมให้สามารถตรวจพบและถอดรหัสสัญญาณทางสังคม ทำให้สัญญาณนั้นโดดเด่นขึ้นมา และใช้สัญญาณเหล่านั้น
      
คอริเซลลีเชื่อว่า สภาพแวดล้อมกลุ่มมีแนวโน้มทำให้ผู้ชนะพร้อมทุ่มเททรัพยากรทั้งหมด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในการแข่งขันเพื่อพิชิตใจเพศตรงข้าม

“ในหมู่สัตว์ มีแรงกระตุ้นอย่างชัดเจนในการเป็นจ่าฝูง เพื่อใช้สถานะนั้นเข้าถึงทรัพยากรก่อนตัวอื่น เช่น อาหารและการผสมพันธุ์”

แบบทดสอบจิตวิทยา คุณใช้สมองซีกไหนมากกว่ากัน


เพียงแค่มองภาพนี้เท่านั้น แล้วตอบว่า คุณเห็นภาพนี้หมุนทวนเข็ม หรือ ตามเข็มนาฬิกา...
 
UploadImage

พอได้คำตอบแล้วมาเฉลยกันดีกว่า

แบบ A เห็นทวนเข็มแสดงว่า ใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา
แบบ B เห็นตามเข็มแสดงว่า ใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย

แล้วมันเป็นยังไงหรือ นี่ไง...

แบบ A สำหรับคนที่ใช้สมองซีกซ้ายมากกว่า .. คุณมีแนวโน้มที่จะ ...
• ตัดสินใจโดยใช้เหตุผล
• สนใจรายละเอียด
• อยู่บนพื้นฐานของความจริงมากกว่าการคาดการณ์
• มีความสามารถในการเลือกใช้ศัพท์และมีความสามารถทางภาษาศาสตร์
• สนใจในอดีตมากกว่าอนาคต
• มีความสามารถทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
• มีความสามารถในการทำความเข้าใจเรื่องที่มีความซับซ้อนได้เร็ว
• รอบรู้
• ยอมรับผู้คนหรือเรื่องราวใหม่ๆได้ง่าย
• มีระเบียบวินัย
• จดจำชื่อต่างๆได้ดี
• อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง
• วางกลยุทธ์ต่างๆได้ดี
• เน้นผลในทางปฎิบัติ
• ปลอดภัยไว้ก่อน


 แบบ B สำหรับคนใช้สมองซีกขวามากกว่า .. คุณมีแนวโน้มที่จะ …
• ให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึก
• ตัดสินใจจากภาพรวมมากกว่ารายละเอียด
• มีจินตนาการสูง
• มีความสามารถในทางตรรกศาสตร์
• สนใจอนาคตมากกว่าอดีต
• สนใจในทางปรัชญาและศาสนา
• เข้าใจประเด็นที่คนอื่นต้องการสื่อสารได้ดี
• ลึกซึ้งต่อเรื่องต่างๆ
• เป็นที่นิยมชมชอบ
• โยงประเด็นและความเกี่ยวเนื่องของเรื่องราวต่างๆได้ดี
• ชอบฝันเฟื่อง
• ประเมินผลกระทบสำหรับทางเลือกต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
• คึกคะนอง ... หรือในบางกรณีมุทะลุ
• เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

สุขภาพน่ารู้ นักวิจัย เทียบ ไวน์แดง กับการออกกำลังกาย !

เอเจนซี – ข้ออ้างใหม่สำหรับคอไวน์ นักวิจัยระบุสารเรสเวอราโทรล ที่เป็น ‘ส่วนผสมมหัศจรรย์’ ในไวน์แดงและช่วยชะลอความป่วยไข้ตั้งแต่โรคชราจนถึงมะเร็งนั้น ยังมีฤทธิ์คล้ายการได้ออกกำลังกายโดยไม่ต้องขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อ เนื่องจากทำให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคเบาหวาน
      
งานวิจัยในอดีตระบุว่า เรสเวอราโทรล ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมัน ซึ่งอาจเป็นข้อมูลรื่นหูสำหรับผู้ที่ชอบนอนจับเจ่าอยู่กับตัวขี้เกียจบนโซฟา
      
“มีข้อมูลชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าร่างกายคนเราต้องการการออกกำลังกาย แต่พวกเราบางคนอาจรู้สึกทำใจลำบากที่จะลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย
      
“แม้ไม่ใช่สิ่งที่จะมาชดเชยการออกกำลังกายได้ แต่เรสเวอราโทรลอาจช่วยชะลอผลลบจนกว่าเราจะยอมออกกำลังกายกันเสียที” เจอรัลด์ เวสแมนน์ บรรณาธิการวารสาร FASEB ที่เผยแพร่งานวิจัยล่าสุดฉบับนี้ ระบุ
      
เพื่อศึกษาว่าเรสเวอราโทรลมีผลเช่นเดียวกับการออกกำลังกายหรือไม่ ทีมนักวิจัยฝรั่งเศสจึงจัดทำการทดลองโดยทำให้หนูอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก ที่ใกล้เคียงกับสภาพนักบินอวกาศในอวกาศ
      
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอันสืบเนื่องจากการขาดแรงโน้มถ่วง รวมถึงการหมุนเวียนของเลือดช้าลง และกล้ามเนื้อเหลว ใกล้เคียงกับสภาพผู้ป่วยที่ต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง หรือคนที่ออกกำลังกายเล็กน้อยหรือไม่ออกเลย
      
อย่างไรก็ตาม รายงานที่อยู่ในวารสาร FASEB ระบุว่า หนู ‘อวกาศ’ ส่วนหนึ่งได้กินเรสเวอราโทรลทุกวัน
      
นักวิจัยพบว่า หนู ‘อวกาศ’ ที่ไม่ได้กินเรสเวอราโทรล กระดูกเปราะและกล้ามเนื้ออ่อนแอและอ่อนแรง
      
สำหรับผู้ที่ต้องการกำลังใจในการนั่งลงตรงหน้าไวน์แดงสักแก้ว งานวิจัยในอดีตยังเชื่อมโยงเครื่องดื่มชนิดนี้กับรอบเอวที่บางลง
      
การศึกษาและติดตามผลผู้หญิงเกือบ 20,000 คนระยะยาวพบว่า คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะไวน์แดง วันละ 1-2 แก้ว มีน้ำหนักน้อยกว่าคนที่ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลม